Site MapContact Us
Cart Buy Now or Call 0-2402-6117, 08-8258-3131
0-2402-8107, 08-8258-3535
Search

ประหยัดภาษี ในธุรกิจแมนชั่นและอพาร์ทเมนต์ได้อย่างไร

 
ในยุดที่ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ของประเทศเท่าเดิม   ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจึงเป็นเหตุให้ ที่ดิน บ้าน คอนโด มีราคาแพงขึ้น เป็นเหตุให้คนทำงาน หรือที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต้องพึ่งพาการเช่าที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญเพราะสะดวกจะเข้าออกเมื่อไรก็ได้ จึงเกิดธุรกิจแมนชั่น และพาร์ทเมนต์ ขึ้นมากมายในปัจจุบัน  
 
          แต่คนที่ทำธุรกิจแมนชั่นและอพาร์ทเมนต์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบผลสำเร็จทุกคนเสมอไป อยู่ที่ว่าใครจะสามารถบริหารกิจการให้มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับรายได้ก็คือ ภาษี ซึ่งเป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจแมนชั่นและอพาร์ทเมนต์ มีรายได้มากกว่ารายจ่ายหรือไม่   จึงมีคำถามเสมอว่าธุรกิจแมนชั่น และอพาร์ทเมนต์นั้น มีการวางแผนภาษีอย่างไร จึงทำให้ประหยัดภาษี และเสียภาษีได้ถูกต้องตามกฎหมาย

            ธุรกิจแมนชั่นและอพาร์ทเมนต์มีภาษีที่เกี่ยวข้อง  อยู่ 3 ตัวภาษี  คือ  1.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน  2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม  3.ภาษีเงินได้นิติบุคคล
 
         1. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน หมายถึงภาษี ที่เรียกเก็บจากรายได้ค่าเช่าห้องในอัตราร้อยละ12.5 ของค่าเช่าห้อง   ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูง ฉะนั้นเพื่อเป็นการประหยัดภาษีโรงเรือนและที่ดิน   จึงมีการวางแผนภาษีโดยการแยกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา   คือ  สัญญาเช่าห้อง  สัญญาให้บริการเฟอร์นิเจอร์ ถึงแม้ว่าการแยกสัญญาให้บริการออกจากค่าเช่า ทำให้รายได้ส่วนค่าบริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7   ก็ตาม แต่เมื่อคำนวณแล้วจะทำให้ประหยัดภาษีโรงเรือนและที่ดินได้ถึงร้อยละ  5.5   ของอัตราภาษี 
             ตัวอย่าง 

             กรณีที่ 1  ทำสัญญาเช่าห้องอย่างเดียว  
                            ค่าเช่า ห้องละ   6,000   บาทต่อเดือน   มีทั้งหมดจำนวน  30     ห้อง
                           ฉะนั้นหากนำคิดคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งปี จะได้  = 6,000 X 30 ห้อง X 12 เดือน X 12.5 %  
      = 270,000    บาท
 
             กรณีที่ 2 แยกสัญญาเช่า และสัญญาให้บริการ
                          โดยค่าเช่าห้องละ   3,000 บาทแส่วนค่าให้ค่าบริการห้องละ    3,000   บาท   มีทั้งหมดจำนวน 30 ห้อง 
                          ฉะนั้นหากนำคิดคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อปี = 3,000 X  30 ห้องX 12 เดือนX 12.5 %  
  = 135,000 บาท
                          ส่วนสัญญาให้บริการหากนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการ =3,000 X30 ห้อง X 12 เดือน X 7%
  = 75,600 บาท
                         
  รวมภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ต้องชำระเป็นเงิน 135,000+75,600  = 210,600 บาท
 
              จะเห็นได้ว่าถ้าเลือกวิธีที่ 2   ทำให้ท่านสามารถประหยัดภาษีได้จำนวน 59,400 บาท    
   
         2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม    หมายถึง ภาษีที่เรียกเก็บจาก      การให้บริการ ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ หากรวมรายได้เกินปีละ 1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีข้อดีก็คือ   สามารถนำภาษีซื้อจากค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการมาหักออกจากภาษีขายที่เรียกเก็บจากผู้เช่าได้
       
        3.ภาษีเงินได้นิติบุคคล   หมายถึง กรณีที่ทำกิจการในนามของนิติบุคคล ซึ่งในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของ บริษัทฯ  ต้องปรับปรุงรายการกำไร (ขาดทุน)   สุทธิทางบัญชีเพื่อให้เป็นกำไร(ขาดทุน) ทางภาษี ก่อน แล้วจึงคูณด้วยอัตราภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งปกติ แล้วอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 30%   ของกำไรสุทธิ

          แต่ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมารัฐบาลได้มีนโยบายเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้กับธุรกิจขนาดเล็ก(กิจการขนาดเล็ก คือ ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในรอบระยะ เวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป)โดยให้เสียภาษีจากกำไรสุทธิ เป็นอัตราแบบขั้นบันได คือ

                - กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 15
                - กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 1 ล้าน แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท  ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 25
                - กำไรสุทธิส่วนทีเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษีในอัตราปกติ คือ ร้อยละ 30
 
          จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นหากเรารู้จักการวางแผนภาษีแล้ว ก็จะทำให้เราประหยัดภาษีไปได้มาก   นั้นก็หมายความว่าทำให้ธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้น รู้แล้วก็นำไปใช้ในธุรกิจของท่านแล้วกันนะครับ
 


บทความโดย : www.softbizplus.com
ประกาศบทความโดย : 
 http://www.prosoftmyaccount.com
Knowledge
การบัญชีสำหรับกิจการขนาดเล็ก